จากบทเรียนกรงขัง ๘๒๒๐;เปรี้ยว หั่นศพ๘๒๒๑; สู่พิธีใหญ่เมืองเชียงใหม่ ตั้ง ๘๒๒๐;ศูนย์ธรรมนาวา ๘๒๑๖;วัง๘๒๑๗; นครพิงค์๘๒๒๑; แห่งแรกของประเทศไทย เพื่อเยียวยาจิตใจคืนคนดีสู่สังคม ทำบุญเปิดอาคารใหม่ รับปรึกษาปัญหาชีวิตกับประชาชนทุกเพศ ทุกศาสนา










เชียงใหม่ ๘๒๑๑; ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๙ พระธรรมเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร และเจ้าคณะภาค ๗ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อม นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ร่วมกับ นายสุรพล เกียรติไชยากร ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ข้าราชการ และประชาชนที่มาร่วมพิธีทำบุญเปิดอาคารศูนย์เผยแผ่หลัก ๘๒๒๐;ธรรมนาวา ๘๒๑๖;วัง๘๒๑๗; นครพิงค์๘๒๒๑; เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ได้เปิดอาคารอย่างเป็นทางการ ณ ข่วงวัฒนธรรมหอคำพญามังราย เขตเมืองเก่า อำเภอเมืองเชียงใหม่ พร้อมทำบุญงานไหว้สาพญามังราย ประสูติครบรอบ ๗๘๗ ปีชาตกาล
การเปิดอาคารศูนย์ธรรมนาวา ๘๒๒๐;วัง๘๒๒๑; ดังกล่าว เพื่อขยายโอกาสให้พุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปทุกเพศ ทุกศาสนา ได้เข้ามาปรึกษาปัญหาชีวิตได้ฟรีทุกวัน ณ ศูนย์ฯ ดังกล่าว



ในโอกาสนี้ พระวชิรสิทธิญาณ (ครูบาฟรุ๊ค) เจ้าอาวาสวัดยางกวง ในฐานะประธานศูนย์ฯ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ ซึ่งเกิดจากพระราชหฤทัยห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานหลักธรรม ๘๒๒๐;ธรรมนาวา ๘๒๑๖;วัง'๘๒๒๑; เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมสัมมาทิฏฐิและความเข้าใจในอริยสัจ ๔
บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความเป็นสิริมงคล โดยมีการเผยแผ่ธรรมะเปรียบเสมือนโอสถทางใจ ๒ ประการ ได้แก่:
ยาเม็ดที่หนึ่ง: ระลึกพระรัตนตรัย มุ่งให้ยึดมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นเสาหลักใจที่ไม่คลอนแคลนต่ออุปสรรค
ยาเม็ดที่สอง: ทักอารมณ์ สอนให้เจริญสติรู้เท่าทันสภาวะจิตของตนเอง อดทนอดกลั้น ไม่กระทำตอบต่ออารมณ์ชั่ววูบ จนกระทั่งเห็นอารมณ์เหล่านั้นดับไปเองตามธรรมชาติ
การเปิดศูนย์เผยแผ่ฯ ในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ในการน้อมนำธรรมะพระราชทานมาพัฒนาจิตใจของผู้คน ไม่เพียงแต่สร้างชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ที่เคยกระทำผิดในเรือนจำเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างสัมมาทิฏฐิและนำพาความสงบร่มเย็นมาสู่ครอบครัวและสังคมอย่างยั่งยืนสืบไป
ย้อนรอยคดีสะเทือนขวัญ


ย้อนไปคดีสะเทือนขวัญระดับประเทศ เมื่อปี ๒๕๖๐ กรณีการฆ่าหั่นศพ น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือ น้องแอ๋ม ผู้ลงมือก่อเหตุนำศพไปฝังอำพรางที่ อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น นำไปสู่การจับกุม น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือ เปรี้ยว พร้อมพวกรวม ๕ คน
ในส่วนของความคืบหน้าทางคดี ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกตลอดชีวิตจำเลยสำคัญ ได้แก่ เปรี้ยว, เอิร์น และแจ้ แต่เนื่องจากผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ จึงได้รับการลดโทษ ๑ ใน ๓ คงเหลือโทษจำคุก ดังนี้ น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย (เปรี้ยว) และ เอิร์น คงเหลือโทษจำคุก ๓๔ ปี ๖ เดือน และแจ้ คงเหลือโทษจำคุก ๓๓ ปี ๙ เดือน ต่อมา เปรี้ยว ได้ยื่นเรื่องขอย้ายมาคุมขังต่อที่ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้เอง ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต เมื่อทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ได้น้อมนำหลักธรรมะพระราชทาน ธรรมนาวา ๘๒๑๖;วัง๘๒๑๗; มาปรับใช้ในการอบรมบ่มเพาะและขัดเกลาจิตใจผู้ต้องขัง จนทำให้เปรี้ยวมีจิตใจที่สงบมาก ทุกวันนี้เปรี้ยวทำงานทอผ้าและปักผ้าในเรือนจำด้วยจิตใจที่สงบ


นางสาววิพรพักตร์ ค่ายบุญศรี ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ทางทัณฑสถานฯ มุ่งเน้นการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังผ่านกระบวนการทางจิตใจ เพื่อให้สามารถปรับตัว ขัดเกลาตนเอง และพร้อมกลับคืนสู่สังคมเป็นคนดีหลังพ้นโทษ โดย น.ส.ปรียานุช หรือเปรี้ยว ได้รับการปลูกฝังธรรมะจาก พระวชิรสิทธิญาณ (ครูบาฟรุ๊ค) เจ้าอาวาสวัดยางกวง ผ่านหลักธรรมะพระราชทาน โดยเฉพาะ ยาเม็ดที่หนึ่ง ระลึกพระรัตนตรัย







๘๒๒๐;พุทโธ เม นาโถ (พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า)
ธัมโม เม นาโถ (พระธรรมเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า)
สังโฆ เม นาโถ (พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า)๘๒๒๑;





การยึดมั่นในพระรัตนตรัยนี้ ได้กลายเป็นเสาหลักและที่ยึดเหนี่ยวจิตใจสำคัญ ให้เธอใช้ชีวิตที่เหลือภายในเรือนจำด้วยความสงบและสำนึกผิด ขยายผลสู่สังคมเชียงใหม่จัดพิธีใหญ่เปิด ๘๒๒๐;ศูนย์เผยแผ่หลักธรรมนาวา ๘๒๑๖;วัง๘๒๑๗; นครพิงค์๘๒๒๑; ซึ่งผลลัพธ์ของการนำธรรมะมาขัดเกลาชีวิตผู้ต้องขัง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการส่งเสริมธรรมะพระราชทานในพื้นที่.