วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๙ เวลา ๐๘.๓๐ น. นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการเดินทางลงพื้นที่ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบ บ้านใหม่ในสอย อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อประชุมหารือและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการดูแลผู้อพยพ การดำเนินการออกหนังสืออนุญาตทำงานตามกฎหมายให้กับผู้พักพิงในศูนย์อพยพพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยจากการสู้รบบ้านใหม่ในสอย โดยมี หัวหน้าส่วนราชการจังหวัด นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ปลัดอำเภอหัวหน้าศูนย์อพยพพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยจากการสู้รบ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ และร่วมประชุมหารือรับฟังรายงานสถานการณ์ความพร้อมของการดูแลผู้พักพิงกว่า ๗,๐๐๐ คน จากคณะกรรมการศูนย์ฯ ในประเด็นด้านความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน การเข้าถึงสิทธิมนุษยชน การศึกษาเพื่อเสริมทักษะภาษาไทยให้ผู้อาศัยสามารถพึ่งพาตนเองได้ระหว่างพักพิง ก่อนเข้าสู่กระบวนการเดินทางไปประเทศที่สามในอนาคตต่อไป
การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินงานภายใต้ "มาตรการทางกฎหมายกับการรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งอาณาเขต การแก้ไขปัญหายาเสพติด และปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ รวมทั้งการบริหารจัดการผู้อพยพในศูนย์พักพิงชั่วคราว" โดยคณะฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายและการดำเนินงานของรัฐ ด้านการรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งอาณาเขต การแก้ไขปัญหายาเสพติด สถานะบุคคลและสัญชาติและการจัดการผู้หนีภัยการสู้รบ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะในการพัฒนากลไกทางกฎหมายการบริหารจัดการ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานอันจะนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
ทั้งนี้ จากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – เมียนมา นับตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ได้มีการสู้รบกันบ่อยครั้งระหว่างรัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อยในบริเวณชายแดนเป็นเหตุให้มีผู้หลบหนีภัยการสู้รบเดินทางเข้ามาในเขตประเทศไทยตามสภาวการณ์ที่เกิดขึ้น โดยรัฐบาลไทยได้อนุญาตให้ผู้อพยพหนีภัยดังกล่าวอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบริเวณชายแดนไทย – เมียนมา ตามหลักมนุษยธรรม ปัจจุบันจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา จำนวน ๔ แห่ง ในพื้นที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน อำเภอขุนยวม และอำเภอสบเมย ประกอบด้วย
๑.พื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบฯ บ้านในสอย อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน ๖,๒๖๒ คน
๒.พื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบฯ บ้านแม่สุริน อำเภอขุนยวม อยู่ในพื้นที่หมู่บ้านห้วยฟาน มีผู้อพยพหนีภัยการสู้รบอาศัย จำนวน ๑,๘๔๖ คน
๓ พื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบฯ บ้านแม่ลามาหลวง อำเภอสบเมย มีผู้อพยพหนีภัยการสู้รบ จำนวน ๙,๑๐๘ คน
๔.พื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบฯ บ้านแม่ละอูน อำเภอสบเมย โดยผู้อพยพอยู่ที่หมู่บ้านแม่ตอละ ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบสบเมย มีผู้อพยพหนีภัยการสู้รบฯ อาศัยอยู่ จำนวน ๘,๐๗๔ คน รวมมีผู้หนีภัยจากการสู้รบ ทั้ง ๔ แห่ง ปัจจุบัน จำนวน ๒๕,๗๔๖ คน (ข้อมูล ณ ๒๕ เม.ย. ๒๕๖๘)
สำหรับศูนย์พักพิงชั่วคราวจากการสู้รบบ้านใหม่ในสอย ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙-๒๕๖๙ เดินทางไปประเทศที่ ๓ แล้ว จำนวน ๑๗,๖๓๒ คน และเดินทางกลับมาตุภูมิแล้ว จำนวน ๑๑๐ คน ๒๖ ครอบครัว ทำให้ที่ศูนย์บ้านใหม่ในสอยมีผู้อพยพอยู่เพียง ๖,๒๖๒ คน และตั้งแต่ ตุลาคม ๖๘ ถึงปัจจุบันได้อนุญาตออกนอกพื้นที่พักพิงเพื่อทำงาน ในพื้นที่ กรุงเทพ ฯ เชียงใหม่ ชลบุรี ระยอง เชียงราย นนทบุรี จำนวน ๑๐๒๗ แยกเป็นระยะ ๑๕ วัน ๖๕๒ คน และระยะ ๑ ปี ๓๗๕ คน
นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ศูนย์อพยพในพื้นที่อยู่กันมา ๓๐-๔๐ แล้ว หลังจากทางการสหรัฐอเมริกาได้ตัดเรื่องการช่วยเหลือ สิ่งที่เกิดขึ้นการจะย้ายผู้หนีภัยจากการสู้รบไปประเทศที่ ๓ ทำได้ยากขึ้นและเป็นจำนวนที่น้อยมาก สิ่งที่เรากำลังทำอยู่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีแรงงานกัมพูชาทั้งถูกกฏหมายและไม่ถูกกฏหมายออกจากระบบไป ทำให้ภาคเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากแรงงานที่หายไป อัตราการเกิดของเราปีล่าสุดก็น่าจะอยู่ที่ ๓๐๐๐๐ คน ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจประเทศไทยเราจะต้องพึ่งพาแรงงาน ถ้าเราไปสอบถามห้างร้านหรือกิจการบริษัทต่าง ๆ มีความต้องการแรงงานสูงมาก ซึ่งที่ศูนย์ ฯ แห่งนี้ก็มีบริษัทผู้ประกอบการได้มารับผู้อพยพเหล่านี้เข้าสู่ระบบแรงงาน ที่เรามาวันนี้สิ่งที่เรากำลังทำ จะทำยังงัยที่จะให้การดำรงอยู่ของค่ายผู้หนีภัยจากการสู้รบในเรื่องของการผลิตของประเทศของเราซึ่งต้องการแรงงานที่สามารถร่วมมือกันได้ ซึ่งยังมีคอขวดอยู่ ซึ่งจะต้องมาช่วยกันแก้ไขอย่างไร เบื้องต้นคณะกรรมมาธิการก็จะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อประสานงานกับฝ่ายนโยบาย ทั้ง รัฐบาล สมช.จะต้องมีการปรับจูนกันเพื่อทำให้เกิดระบบที่จะสามารถไร้รอยต่อและทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้รับการแก้ไขในเรื่องของการขาดแคลนแรงงานต่อไป
✍️ ภานุเดช ไชยสกุล สำนักข่าวไทเกอร์นิวส์ รายงาน