ตามนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำของผิดกฎหมายเข้าในประเทศ
ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้กรมศุลกากรเข้มงวดในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล กรมศุลกากร โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร รับนโยบายและสั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด
เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๘ นางสาวสุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร และนางสาวลลิตา อรรถพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ ๒ เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ ๑๖ - ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๘ ได้สั่งการให้
นายสุรัตน์ เรืองประยูร ผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากร ศภ.๒ พร้อมด้วยนายณัฐภูมิ ดอกพุฒ หัวหน้าฝ่ายสืบสวนและปราบปราม สคศ. ศภ.๒ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ศภ.๒ ด่านศุลกากรนครพนม และหน่วยสืบสวนปราบปรามประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝปป.๒ สปป.๑ กสป. ทำการตรวจสอบสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้า เนื่องจากสืบสวนเชื่อว่ามีสินค้าที่พยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากรหรือหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อกำกัด
ผลการตรวจสอบ พบสินค้าที่ไม่ได้สำแดง ได้แก่ น้ำหอม เมืองกำเนิดต่างประเทศ จำนวน ๑๒๑ ขวด บุหรี่ต่างประเทศ จำนวน ๖๐ แท่ง (๑๒,๖๐๐ มวน) สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า เมืองกำเนิดต่างประเทศ ได้แก่ กระเป๋า จำนวน ๑,๘๒๐ ใบ รองเท้า จำนวน ๔,๔๕๐ คู่ โดรน (Drone) จำนวน ๑๐ เครื่อง และไวน์ เมืองกำเนิดต่างประเทศ จำนวน ๓๖ ขวด น้ำหนักรวม ๕,๘๗๓ กิโลกรัม มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า ๑๒๖.๑๔ ล้านบาท จึงยึดสินค้าทั้งหมดเก็บรักษาไว้ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เป็นความผิดฐานยื่นใบขนสินค้า เอกสาร หรือข้อมูลไม่ถูกต้อง และเป็นการนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร และหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัดอันเกี่ยวกับของนั้น ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๕๘ พระราชบัญญัติสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ และพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘
✍️ สำนักข่าวไทเกอร์นิวส์ รายงาน